คุณเป็นหญิงประเภทไหน 2

สืบเนื่องจาก Post ในเรื่อง คุณเป็นหญิงประเภทไหน? และ กำลังของอิสตรี ทำให้ มีแง่มุมอีกหลายอย่างที่เกียวกับ “ผู้หญิง” ด้งนี้

ขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับนั่งเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ ราชบุรุษได้เข้ามาทูลว่า พระราชินีประสูติพระราชธิดาออกมา พระราชาทรงผิดหวังมาก เพราะพระองค์ต้องการโอรส เช่นเดียวกับชาวอินเดียทั้งหลาย ที่อยากได้บุตรชายมากว่าบุตรหญิง ?

พุทธดำรัสตอบ

“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี ฯ

“บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”
– ธีตุสูตรที่ ๖ ส. สํ. (๓๗๗)

Learning by Doing เรียนธรรมโดยทำ

When I wrote The Path in lifecoachesblog.com last month about what changes I’ve been through in the last couple of years since I’ve started put on saffron robes, It’s truly my reflection.

In the post, I wrote about “Eight Noble Path” that leads me to where I am today. And when I looked back, it didn’t actually learn “The Path” before, I was just merely “Know” it.

Have you ever ride a bicycle before? If yes, have you read the book title like “10 Easy Steps on How To Ride a Bicycle”? Probably not, when kids want to ride a bicycle they just hop on it, tumble a few times or a few hundred times then they can ride a bicycle.

They LEARN by doing it.

Reading more books, interview with many peoples is just process of preparing yourself to really learn.

Same as the Teaching (Dhamma). Buddha use the word “Sika” (สิกขา) for all of his teaching. The word “Sika” literary means “Learn and Act” in the same word, it’s more like a Verb. Not Learn by Knowing it, but LEARN by Doing it. And he use “Seka” (เสขะ) means “Learner” and explain it as one who has to practice more.

Buddha suggested 3 easy steps to LEARN anythings (such as Four Noble Truth);

  1. Aware that there are thing that I don’t know
  2. Know that I should learn it.
  3. Do it until succeed.

In his “Learning Process” has “ACTION”. So when Buddha teach you any concepts, it involve these 3 step.

Buddha also laid down ACTION into 3 domains.

  1. Physical Action
  2. Verbal Action
  3. Mental Action

Some concept should be act in Physical Domain, some in Verbal Domain, some in Mental Domain. And these domains shouldn’t be mixed up when you LEARN it. I’ll ellaborate more in my next post.

Be well.

คุณเป็นหญิงประเภทไหน?

หลวงพ่อสะอาด ได้เขียนเกี่ยวกับ กำลังของอิสตรี เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่เพราะพระพุทธเจ้าได้สอนผู้หญิงไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองเรือน

มีครั้งหนึ่งได้เคยตรัสสอนนางวิสาขา เกี่ยวกับเรื่องประเภทของภรรยามี ๗ ประเภท ดังนี้

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต

สามีของหญิงประกอบด้วย ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยโจร

ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยนาย

ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยมารดา

ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว

ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยเพื่อน

ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอกก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภริยาเสมอด้วยทาสี

ภริยาที่เสมอด้วยเพชฌฆาต๑ เสมอด้วยโจร๑ เสมอด้วยนาย๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็น คนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

ส่วนภริยาที่ เสมอด้วยมารดา๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว๑ เสมอด้วยเพื่อน๑ เสมอด้วยทาส๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ

ดูก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗
จำพวกนั้น ฯ

นางสุชาดาตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ

อรูปฌาณ ไม่ไช่ฌาณ แต่…

ภิกษุในกรณีนี้ เพราะการก้าวล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ได้ทำไว้ในใจซึ่งความกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า ‘อากาศไม่มีที่สุด’แล้วแลอยู่. รูปสัญญาทั้งหลาย ดับไปใน อากาสานัญจายตนะ นั้น

โดยพุทธวัจนะ ไม่มีคำว่า “รูปฌาณ” หรือ “อรูปฌาณ” พระพุทธเจ้าจะใช้คำว่า “ปฐมฌาณ… จตุตถฌาณ”

ส่วน “อรูปฌาณ” พระพุทธเจ้า ไม่ใช้ค่าว่า “…ฌาณ” อีกต่อไป แต่เรียกเป็นแค่การทำในใจว่า “อากาศไม่มีที่สุด, วิญญาณไม่มีที่สุด, อะไรอะไร ไม่มี, …”

ฌาณ คือ การเพ่ง

การเพ่ง รูป (มหาภูตธาตุ ๔) ใด แล้วเกิดองค์ประกอบอย่างที่อยู่ใน ปฐมฌาณ การเพ่งนั้น คือ “ปฐมฌาณ”

อรูปฌาณ” คือการก้าวล่วง รูปสัญญา ทั้งปวง คือ มันไม่มีอะไรจะให้เพ่งแล้ว มีแต่ช่องว่างอากาศเต็มไปหมด (เหมือนอย่างที่เรา ๆ ทราบกันอยู่แล้วว่าเนื่อที่ส่วนใหญ่ใน อะตอม เป็นที่ว่า — 99% เป็นช่องว่างระหว่าง นิวเครียส์กับอีเล็กตรอนที่วิ่งอยู่รอบๆ)

ปฎิฆสัญญา คือ (ตามที่ผู้ปฏิบัติเข้าใจ) การกระทบที่เกิดจาก อายาตนะต่างๆ จะดับไป เพราะอายาตนะดับไปแล้วนั่นเอง

ไม่เข้าใจหรือ? อื่ออ.. คงต้องเริ่มหลับตาแล้วมองหนังตาตัวเองไปพลาง ๆ ก่อน

คุณเป็นคนพูดมาก หรือ พูดพอประมาณ?

คนพูดมาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้พูดมาก ๕ ประการเป็นไฉน คือ

พูดเท็จ ๑
พูดส่อเสียด ๑
พูดคำหยาบ ๑
พูดเพ้อเจ้อ ๑
เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล มีอยู่ในบุคคลผู้พูดมาก ฯ

ผู้พูดพอประมาณ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้พูดพอประมาณ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ไม่พูดเท็จ ๑
ไม่พูดส่อเสียด ๑
ไม่พูดคำหยาบ ๑
ไม่พูดเพ้อเจ้อ ๑
เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้แล มีอยู่ในบุคคลผู้พูดพอประมาณ ฯ

คุณสมบัติแห่งผู้เป็นทูต ๘ ประการ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ควรทำหน้าที่ทูต องค์ ๘ เป็นไฉน
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. รับฟังผู้อื่น
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน
๓. กำหนดจิตฟัง
๔. ทรงจำดี
๕. รู้คำพูดของคนอื่น
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ชวนทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำหน้าที่ทูต ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:

๑. สารีบุตรเป็นผู้รับฟังผู้อื่น
๒. ทำให้ผู้อื่นฟังตน
๓. กำหนดจิตฟัง
๔. ทรงจำดี
๕. รู้คำพูดของคนอื่น
๖. ทำให้ผู้อื่นรู้คำพูดตน
๗. ฉลาดต่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๘. ไม่ชวนทะเลาะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล ควรทำ หน้าที่ทูต

พระผู้มีพระภาคตรัสประพันธคาถา ว่าดังนี้:

ภิกษุใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบก็ไม่สะทกสะท้าน
ไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาส์นพูดจนหมดความสงสัย
และถูกถามก็ไม่โกรธ ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ย่อมควรทำหน้าที่ทูต

8 อุบายสู้ความง่วงนอน

ก่อนที่พระโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระโมคัลลานะดังนี้

ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ

  1. เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น
  2. เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  3. เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น
  4. เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  5. เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  6. เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  7. เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  8. เธอพึง สำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

น่าสนใจที่ว่า พระพุทธเจ้าแนะให้สู้ความง่วงก่อน ในข้อที่ 1 คืออย่ายอม ทำยังมาให้ง่วง ให้ทำอย่างนั้นต่อไปก่อน จนไม่ไหวแล้ว แล้วค่อยเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ

สมณโคดมเป็นนักสู้ตัวยงจริงๆ แม้ก็แนะนำให้สาวกสู้ด้วย!!!

คุ้มกันหรือกับน้ำตา 65 ลิตร?

สำนักข่าว BBC แห่งประเทศอังกฤษได้ทำสารคดีชุดหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ตั่งแต่เกิดจนตาย ว่า ร่างกายนี้ได้ผ่านการเจริญเติบโต และร่วงโรยอย่างไรบ้าง

มีตอนหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำสถิติแล้วพบว่า โดยเฉลี่ย ผู้หญิงชาวอังกฤษ ตั้งแต่เกิดจนตาย มีน้ำตาไหลออกมาเป็นจำนวน 65 ลิตร

ลองเปรียบเทียบกับที่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ แหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา … ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว น้องสาว … ของบุตร … ของธิดา … ความเสื่อมแห่งญาติ …ความเสื่อมแห่งโภคะ … ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจสี่) เป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัดพอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ –สํ. นิ. 16/425

น้ำทะเลในโลกนี้มีปรมาณ 1,370 ล้านล้านลูกบาศ์กเมตร ลองคำนวณดูเล่นๆก็แล้วกันว่าเท่าที่เกิดมานี้นับมาได้กี่ชาติแล้ว

ยังมีอีกหลายพระสูตรที่แสดงการเปรียบเีทียบในลักษณะอื่นๆ อีกดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษปั้นมหาปฐพีนี้ให้เป็นก้อน ก้อนละเท่าเม็ดกระเบาแล้ววางไว้ สมมติว่า นี้เป็นบิดาของเรา นี้เป็นบิดาของบิดาของเรา โดยลำดับ บิดาของบิดาแห่งบุรุษนั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนมหาปฐพีนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ –สํ. นิ. 16/424

เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายพึงมาปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์เถิด.

Try not, Do or Do Not

Master Yoda (our little green friend from Star Wars) said to Luke Skywalker in Episode V: The Empire Strike Back.

Episode V

He said: “Try Not, Do or Do Not”. Luke was “Trying” to lift the aircraft using his Jedi power, and he did failed.

If you are a NLP Practitioner, you know “Power of Words”.

TRY and DO has some neurological effect to the brain that cause some micro muscle in our body, and that impact your performance when you do anythings.

And there are more to it spiritually

When I “Try” to make mental action or verbal action or physical action, the mind doesn’t believe (or confidence) what I am about to do is going to work.

Read more »

Hesitation to Collaboration

There is a challenging project that was waiting for me to undertake a while ago.

The project has got to do with creating a course structure of teaching by the Gottama, the Buddha, his verbatim.

The challenge are 1) unclear outcome, (what sort of output it going to be), 2) resources like time, and the most important challenge is #3) I’m a monk.

Monk? can’t do a project? well… here is analogy. Monk is one who live homelessness life, content with saffron robes and alms-food, eliminate needs and desires, and dwell in secluded place like forest or root of tree.

Read more »